ใส่ความเห็น

เอดส์ คืออะไร

 

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเอดส์

ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคเอดส์HIV

โรคเอดส์คืออะไร

โรคเอดส์หรือAIDS (Acquired Immuno Deficiency Syndrome)  คือกลุ่มอาการของความเจ็บป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์หรือเอชไอวี (HIV) ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงเนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่องผู้ป่วยเอดส์อาจมีอาการได้มากมายหลายอย่างเช่นไข้ผื่นขึ้นตามตัว

การลุกลามของโรคเริมปอดอักเสบท้องเสียเรื้อรังผอมลงและน้ำหนัดตัวลออย่างรวดเร็วโรคเอดส์จัดเป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงโรคหนึ่งเพราะผู้ติดเชื้อเอดส์ทุกรายจะเสียชีวิตในเวลาที่ไม่นานนักปัจจุบันยังไม่มียาใดๆที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้และยังไม่มีวัคซีนที่จะใข้ป้องกันโรคเอดส์อย่างได้ผลเมื่อไวรัสเอดส์เข้าสู่ร่างกายคนเราจะมีระยะฟักตัวเพื่อเพิ่มจำนวนไวรัสระยะหนึ่งก่อนเกิดอาการ

ต่างๆ
ผู้ติดเชื้อบางคนมีอาการของโรคเอดส์ภายใน2-3 ปีแต่บางคนก็อยู่ได้นานนับ10 ปีหรือมากกว่านั้นโดยเข้าไปแพร่จำนวนในเม็ดเลือดขาวแล้วทำให้เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่างๆถูกทำลายไปด้วยจึงเป็นเหตุให้ผู้ติดเชื้อเอดส์ไม่สามารถป้องกันตนเองจากเชื้อโรคซึ่งไม่ทำให้เกิดโรคในคนปกติได้เชื่อกันว่าผู้ติดเชื้อไวรัสเอดส์ทุกคนจะกลายเป็นโรคเอดส์ในโอกาสต่อไป  เนื่องจากไวรัสเอดส์มิได้ทำให้เกิดโรคกับคนโดยตรงแต่เป็นตัวทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับไวรัสเอดส์

บกพร่องเสียหายไปอาการของผู้ป่วยเอดส์จึงไม่มีอาการเฉพาะที่จะบอกได้ว่าเป็นโรคเอดส์ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อโรคที่ฉวยโอกาสทำให้เกิดโรคในผู้รับเชื้อไวรัสเอดส์นั้นเป็นเชื้ออะไรดังนั้นผู้ป่วยเอดส์จึงมีอาการได้มากมายหลายระบบเช่นท้องเสียปอดอักเสบผิดหนังอักเสบหรือมะเร็งบางชนิดอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้

25_pic_aid02

 

ใครพบเชื้อไวรัสเอดส์เป็นคนแรก

ในปีพ.ศ. 2526 Luc Montagnier ชาวฝรั่งเศส สามารถแยกเชื้อจากต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วยและตั้งชื่อว่า LymphadenopathyAssoiciatedVirus หรือ LAV และในเวลาใกล้เคียงกัน Robert Gallo นายแพทย์ชาวอเมริกันก็สามารถแยกเชื้อจากเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยและตั้งชื่อว่า Human T cell Lymphotropic Virus Type III หรือ HTL V III ต่อมา Levy นายแพทย์ชาวอเมริกันสามารถแยกเชื้อชนิดเดียวกันนี้และตั้งชื่อว่า AIDS related virus จากการศึกษาในเวลาต่อมาพบว่าเชื้อทั้ง3 ตัวนี้น่าจะเป็นเชื้อตัวเดียวกันจึงตกลงตั้งชื่อให้เป็นสากลว่า HumanImmounodeficiency

111

เอดส์โรคติดเชื้อHIV,AIDS

ประเทศไทยมีการติดเชื้อHIV เป็นจำนวนมากแม้ว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควรก็ยังพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาเป็นการสมควรที่ทุกคนจะเรียนรู้ถึงโรคและการป้องกันหากท่านมีผลเลือดบวกแสดงว่าท่านได้รับเชื้อHIV จากการร่วมเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ป้องกันหรืออาจจะเกิดจากการฉีดยาเสพติด

 

HIV และAIDS ต่างกันอย่างไร

เชื้อ HIV [Human Virus]  เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะแบ่งตัวอย่างมากและมีการเกิดโรคที่อวัยวะต่างๆเช่นสมองหัวใจไตและที่สำคัญคือจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายระบบภูมิคุ้มกันนี้จะทำหน้าที่สร้างถูมิเพื่อต่อต้านการติดเชื้อและมะเร็งบางชนิดในการสร้างภูมิจะต้องอาศัยเซลล์หลายชนิดที่สำคัญได้แก่เซลล์CD4+ lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่เชื้อHIV ชอบเมื่อเซลล์CD4+ lymphocytes ถูกทำลายโดยเชื้อมากจะทำให้ภูมิของร่างกายอ่อนแอดังนั้นปัญหาที่สำคัญของคนติดเชื้อHIV คือปัญหาของโรคที่เกิดจาดภูมิที่อ่อนแอลงเช่นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส  opportunistic  infections เช่นโรคปอดบวมและโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและมะเร็งบางชนิดปัจจุบันพบเชื้อHIV มี2 ชนิดคือ
– HIV-1 เป็นชนิดที่แพร่ระบาดทั่วโลก
– HIV-2 พบที่แถบประเทศAfrica
– HIV-1มีsub-types หลายชนิ
aids_know_new_03

เชื้อเอชไอวีทำอะไรกับร่างกาย

เมื่อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจะใช้  CD 4  ในการขยายพันธุ์ในขณะเดียวกันก็ทำให้  CD 4  ถูกทำลายและมีจำนวนลดลงด้วยในช่วงที่คนๆหนึ่งได้รับเชื้อเอชไอวีแต่ยังไม่ป่วยเรียกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีแต่เมื่อจำนวนเชื้อเพิ่มขึ้นและจำนวน  CD 4  ลดลงจนไม่สามารถกำจัด / ควบคุมเชื้อโรคต่างๆได้เรียกว่ามีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเป็นผู้ป่วยเอดส์เฉลี่ยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลาประมาณ7 – 10 ปีโรคที่ป่วยโรคเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเรียกว่าโรคติดเชื้อฉวยโอกาสซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรคที่มีอยู่แล้วในร่างกายแต่ปะทุขึ้นมาเมื่อCD 4   ควบคุมไว้ไม่อยู่

โรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบบ่อยคือเชื้อราในปาก, เชื้อราในหลอดอาหาร, ริ้วขาวข้างลิ้น, ตุ่มพีพีอี, วัณโรค, งูสวัดที่รอยแผลกว้างเกิน2 นิ้วมือทาบหรือมีการกลับเป็นซ้ำ, เริมที่อวัยวะเพศที่เป็นบ่อย ( ทุกเดือน ) หรือหายช้า, ปอดอักเสบพีซีพี, ฝีในสมอง, เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ( คริปโต ), เชื้อราในกระแสเลือด ( เพนนิซิโลซิส )

life

ประเมินสุขภาพกันก่อน

*  ต้องเข้าใจก่อนว่าวันที่เรารู้ผลเลือดไม่ได้หมายความว่าเราเพิ่งได้รับเชื้อแต่อาจเป็นไปได้ว่าเราได้รับเชื้อมานานก็ได้
*  เมื่อเรารับเชื้อเราจะมีสุขภาพไม่ต่างจากเดิมเลยเพราะเชื้อเอชไอวีจะทำลายภูมิคุ้มกันไปเรื่อยๆจะไม่ทำให้เราป่วยในทันทีอัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา7 – 10 ปี

โรคติดเชื้อHIV และระบบภูมิคุ้มกัน

เมื่อเชื้อไวรัสHuman Immunodeficiency Virus (HIV) เข้ากระแสเลือดเชื้อจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันการทำลายภูมิอาจจะเร็วต่างกันในแต่ละคนบางคนทำลายเร็วไม่กี่ปีก็เป็นโรคเอดส์แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลา10 ปีจึงจะกลายเป็นโรคเอดส์แต่อย่างไรก็ตามมีข้อเท็จจริงที่ควรทราบดังนี้
*  การเจาะเลือดหาปริมาณเชื้อHIV ในเลือด (viral load )จะสามารถคาดการณ์ไดว่าเชื้อจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันเร็วแค่ไหนถ้าเชื้อมีปริมาณมากจะทำลายภูมิของร่างกายเร็วยาต้านไวรัสHIV ที่ดีจะสามารถยับยังการแบ่งตัวของเชื้อทำให้หยุดยั้งการดำเนินของโรค
*  การเจาะเลือดหาเซลล์CD-4 จะบ่งบอกสภาพภูมิของร่างกายเซลล์CD-4 ยิ่งต่ำภูมิยิ่งบกพร่องมากขึ้นเท่านั้น
*  หากไม่ได้รักษาเชื้อHIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันอย่างมากทำให้ร่างกายติดเชื้อฉวยโอกาสโดยเฉพาะปริมาณเซลล์CD-4 น้อยกว่า300 ถ้าหากต่ำกว่า100 จะมีการติดเชื้อรุนแรง

 

 

การตรวจหาการติดเชื้อ

เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิของโรค
*  เจาะเลือดตรวจหาภูมิโดยวิธีenzyme-linked immunoabsorbent assay (ELISA) ถ้าให้ผลบวกต้องยืนยันการวินิจฉัยโดยวิธีการWestern Blot แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้เร็วคือหลังจากได้รับเชื้อประมาณ6 เดือนจึงให้ผลบวก
*  การตรวจHIV PCR เป็นการตรวจหาตัวเชื้อหลังจากสัมผัสโรคโดยที่ภูมิยังไม่ขึ้น

ใครควรที่จะต้องเจาะเลือดหาเชื้อHIV
– ผู้ที่ได้รับเลือดและหรือน้ำเหลืองก่อนปีคศ.1970-1980
– รักร่วมเพศ
– ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นโดยไม่ได้ป้องกัน
– ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อHIV
– มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น
– ผู้ที่มีคู่ขาหลายคน
– ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข่นซิฟิลิสหนองใน
– ผู้ติดยาเสพติดเข้าเส้น
– คนท้อง

aids_know_condom aids_know_new_10_1 (1)

เมื่อเราติดเชื้อเอชไอวีสุขภาพจะเป็นอย่างไร

 

ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้เรียกว่าเป็นผู้ติดเชื้อและเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อยจนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆเรียกว่าเราเริ่มมีภาวะภูมิบกพร่องเป็นผู้ป่วยเอดส์โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่องเรียกว่าโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่สำคัญคือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสส่วนใหญ่รักษาได้และมีหลายโรคที่ป้องกันได้
aids_know_new_11

AIDS ทำลายร่างกายอย่างไร
– ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและมะเร็ง
– สมองถูกทำลายทำให้สมองเสื่อมและความจำเสื่อม
– ทำให้หัวใจวายมีอาการเหนื่อยง่ายบวมเท้าและท้อง
– ทำให้ไตวาย
– ไม่สามารถทำงานประจำวันได้เช่นการขับรถ
– มีการเปลี่ยนแปลงทางน้ำหนักและท้องร่วงเรื้อรัง

 

 

 

 

 

อาการของโรคเอดส์

 

คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์หรือคนที่ได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปในร่างกายไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเอดส์เสมอไปขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสจำนวนและความดุร้ายของไวรัสเอดส์ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกายถ้ามีการติดเชื้ออาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบหรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค

 

อาการที่น่าสงสัย

 

1. มีเชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้มลิ้นและเพดานปาก
2. ต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณคอรักแร้ขาหนีบ
3. เป็นงูสวัดหรือแผลเริมชนิดลุกลาม
4. มีไข้ท้องเสียผิวหนังอักเสบน้ำหนักลดเรื้อรังเกิน1 เดือน

 

อาการของโรคติดเชื้อHIV

 

อาการของการติดเชื้อHIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรคเนื่องจากเชื้อHIV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งอาการของการติดเชื้อHIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือมีไข้ปวดศีรษะมีผื่นอ่อนเพลียเราไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการแม้ว่าผู้ได้รับเชื้อHIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ฉนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือดในช่วงแรกของการติดเชื้อHIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้
* ต่อมน้ำเหลืองโตตับม้ามโตมักจะเป็นอาการอันแรกของการติดเชื้อ
* ท้องร่วงบางคนอาจจะเรื้อรัง
* น้ำหนักลด.
* มีไข้
* ไอและหายใจลำบาก
เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้
– เหงื่ออกกลางคืน
– ไข้หนาวสั่นไข้สูงเรื้อรัง
– ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก
– ท้องร่วงเรื้อรัง
– ลิ้นเป็นฝ้าขาว
– ปวดศีรษะ
– ตามัวลงหรือเห็นเป็นเส้นลอยไปมา
– น้ำหนักลด

 

การติดเชื้อฉวยโอกาส 
เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย   หากเป็นผู้หญิงก็มีอาการตกขาวบ่อย   เพลียและเหนื่อยง่าย  บางคนมีผื่นตามตัว

 

การดำเนินของโรคHIV
             ผู้ป่วยบางคนที่ได้รับเชื้อHIV และดำเนินไปสู่โรคAIDS เร็วบางคนก็ดำเนินช้าผู้ป่วยที่ดำเนินช้า(A slow progress)อาจจะเนื่องจากพันธุกรรมหรือได้รับเชื้อชนิดที่มีความรุนแรงน้อยซึ่งภูมิของร่างกายสามารถคุมเชื้อได้และการปฏิบัติตัวที่ดีส่วนผู้ที่การดำเนินของเชื้อเร็วอาจจะเนื่องจากได้รับสายพันธ์ที่มีความรุนแรงมากเชื้อมีการแบ่งตัวมากอายุมากติดยาเสพติดติดสุรา

 

ระยะอาการของโรคเอดส์

 

ระยะที่1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร

 

*  ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปราวร้อยละ10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆไข้หวัดคือมีไข้เจ็บคอปวดศีรษะปวดเมื่อยตามตัวต่อมน้ำเหลืองโตผื่นตามตัวแขนขาชาหรืออ่อนแรงเป็นอยู่ราว10-14 วันก็จะหายไปเองผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกตนึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดา
*  ราว6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง3 เดือนไปแล้วโดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือดหรือที่เรียกว่าเลือดเอดส์บวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อเอดส์เข้าไปแล้วร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมาทำปฏิกิริยากับไวรัสเอดส์เรียกว่าแอนติบอดีย์(antibody) เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัสเอดส์ได้คนที่มีเลือดเอดส์บวกจะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้
*  น้อยกว่าร้อยละ5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง6 เดือนกว่าจะมีเลือดเอดส์บวกไดดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมาเช่นแอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาโดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกันตรวจตอน3 เดือนแล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน6 เดือนโดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆคือเป็นเดือนๆขึ้นไปซึ่งบางรายอาจคลำพบเองหรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆแข็งๆขนาด1-2 เซนติเมตรอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง2 ข้างข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกันคลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บไม่แดงนอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง2 ข้างแต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบได้บ่อยในคนปกติทั่วไปต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัสเอดส์โดยไวรัสเอดส์จะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้

 

ระยะที่2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์

 

เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการแต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นอาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรังน้ำหนักลดหรือท้องเสียงเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุนอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก, งูสวัด, เริมในช่องปากหรืออวัยวะเพศผื่นคันตามแขนขาและลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง  จะเห็นได้ว่าอาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้นไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไปคนที่เป็นโรคอื่นๆก็อาจมีไข้น้ำหนักลดท้องเสียเชื้อราในช่องปากงูสวัดหรือเริมได้ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้ายถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์
 

ระยะที่3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้นหรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์

 

เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้วผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆและเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา(Kaposi’s sarcoma) และมะเร็งปากมดลูกการติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลงเช่นจากการเป็นมะเร็งหรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอดต่อมน้ำเหลืองตับหรือสมองได้รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ไอหายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อคริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบมีอาการไข้ปวดศีรษะซึมและอาเจียนนอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิดเช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรังและเชื้อซัยโตเมกกะโลไวรัส (CMV) ที่จอตาทำให้ตาบอดหรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้องท้องเสียและถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบนมีเชื้อราพิเศษชนิดหนึ่งชื่อเพนนิซิเลียวมาร์เนฟฟิโอชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง  ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิตแคโปซี่ซาร์โคมาเป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือดส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆแดงๆบนผิวหนังคล้ายจุดห้อเลือดหรือไฝไม่เจ็บไม่คันค่อยๆลามใหญ่ขึ้นส่วนจะมีหลายตุ่ม  บางครั้งอาจแตกเป็นแผลเลือดออกได้บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมาอาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหารซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆได้นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือมะเร็งปากมดลูกได้ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก6 เดือน  นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมีอาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัยเนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยวหรือมีอาการของโรคจิตหรืออาการชักกระตุกไม่รู้สึกตัวแขนขาชาหรือไม่มีแรงบางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อนหรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อนปัสสาวะอุจจาระไม่ออกเป็นต้น
ในแต่ละปีหลังติดเชื้อเอดส์ร้อยละ5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อจะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้วจะเสียชีวิตภายใน2-4 ปีจากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมากรักษาไม่ไหหรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผลหรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆหรือค่อยๆซูบซีดหมดแรงไปในที่สุดพบว่ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ในประเทศตะวันตกสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้10-20 ปีและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรืออาจอยู่จนแก่ตายได้

 

เอดส์ติดต่อได้อย่างไร ?

 

เชื้อไวรัสเอดส์พบมากที่สุดในเลือดน้ำเหลือง  เนื้อเยื่อต่างๆรองลงมาคือน้ำอสุจิน้ำในช่องคลอดส่วนน้ำลายเสมหะน้ำนมมีปริมาณไวรัสเอดส์น้อยสำหรับเหงื่อปัสสาวะและอุจจาระแทบไม่พบเลย
แม้ว่าเชื้อเอดส์จะปะปนในของเหลวที่ออกมาจากร่างกายแต่พบว่าโอกาสแพร่โรคมีเฉพาะทางเลือดน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอดเท่านั้น

 

ช่องทางการติดต่อที่สำคัญมี3 ทางคือ

 

  1. 1.  การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยไม่ว่ชายกับหญิงชายกับชายหรือหญิงกับหญิงล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้นและปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นได้แก่การมีแผลเปิดและจากข้อมูลของกองระบาดวิทยาพบว่าร้อยละ80 ของผู้ป่วยเอดส์ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
    123

    2. การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อขึ้นกับปริมาณไวรัสในเลือดพบได้ใน2 กรณีคือ
    2.1 ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
    2.2 รับเลือดในขณะผ่าตัดหรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด
    ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวดต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอดส์และจะปลอดภัยเกือบ 100% (โอกาสตรวจผิดหรือ เลือดมีเชื้อแต่ยังไม่ให้ผลบวกมีน้อยมาก)

     

     

     

     1111111

    3. หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จากสามี / คู่นอนหรือจากพฤติกรรมเสี่ยงของตนเอง อัตราการติดเชื้อเอดส์ในหญิงมีครรภ์ในปัจจุบันประมาณร้อยละ1.76 (มิถุนายน2542) และโอกาสที่เด็กจะได้รับเชื้อจากแม่ประมาณร้อยละ30
    ขณะนี้มีวิธีป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูกได้โดยให้หญิงตั้งครรภ์กินยาเอ-แซด-ทีในช่วงอายุครรภ์36 สัปดาห์ไปจนคลอดซึ่งสามารถช่วยให้ทารกปลอดภัยจากการติดเชื้อเอดส์จากแม่ได้มากกว่าร้อยละ50
    cats

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: